จากกลิ่นแก้ว...สู่พรหมลิขิต
"กลิ่น" เป็นเพียงสิ่งที่มากระทบจมูก เกิดการรับรู้ผ่านวิญญาณ แล้ววิวัฒนาการเป็นเวทนา สัญญา สังขาร
คัมภีร์ พลังชีวิต
ฟังเพลงด้วยสติ เห็นธรรมด้วยปัญญา
เมื่ออาจารย์เทพผู้อรรถาธิบายธรรมผ่านเสียงดนตรี พบกับอาจารย์เทวัญ ศิลปินแซกโซโฟน
รายการนี้คืออะไร
รายการนี้หยิบบทเพลงซึ่งคนไทยคุ้นหูมาคลี่ให้เห็นสัจธรรมที่ซ่อนอยู่ข้างใน
เราไม่ได้ฟังเพลงเพื่อความไพเราะเพียงอย่างเดียว แต่ฟังเพื่อเห็นว่า เสียงที่กระทบหู ความรู้สึกที่เกิดตาม ความทรงจำที่ผุดขึ้น และเรื่องราวที่ใจปรุงแต่งต่อ ล้วนเป็นกระบวนการของรูปนามและขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปตามเหตุปัจจัย
รายการนี้จึงให้ทั้งความสุข ความสนุก และสาระที่นำไปใช้ได้จริง — ให้เสียงดนตรีไม่เพียงไพเราะแก่หู แต่ยังนำปัญญาเข้าสู่หัวใจ
สมุดเพลง
ปัดเพื่อเปิดหน้าถัดไป
"กลิ่น" เป็นเพียงสิ่งที่มากระทบจมูก เกิดการรับรู้ผ่านวิญญาณ แล้ววิวัฒนาการเป็นเวทนา สัญญา สังขาร
เมื่อรู้ว่าโลกเป็นละคร เราจะเล่นบทของตนอย่างมีสติ แต่ไม่หลงยึดติดกับตัวละครนั้น
เสียงเพลงชวนให้ซาบซึ้ง เสียงปรบมือชวนให้ตื่นรู้
ความจำเกิดจากอายตนะกระทบกัน เกิดการรับรู้ สัญญาจดจำ แล้วสังขารปรุงแต่ง
ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง เมื่อเข้าใจความเกิดดับตามเหตุปัจจัย ใจย่อมวางได้
ลาภ–เสื่อมลาภ ยศ–เสื่อมยศ สรรเสริญ–นินทา สุข–ทุกข์ คือสิ่งที่ทุกคนต้องพบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทเพลงคุณค่าจากศิลปินคุณภาพของเมืองไทย
ธรรมะที่ซ่อนอยู่ในทุกท่วงทำนอง ผ่านการอรรถาธิบายของอาจารย์เทพ
การเกิด–ดับของรูปนาม จนใจเป็นอิสระจากการปรุงแต่ง
ผู้ดำเนินรายการ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการอรรถาธิบายธรรมผ่านเสียงดนตรี เป็นทั้งนักดนตรี นักร้อง และผู้บรรยายธรรม โดยมีพื้นฐานจากงานค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงอธิบายหลักธรรมด้วยวิธีที่เป็นเหตุเป็นผลและตรวจสอบได้จากประสบการณ์ตรงของผู้ฟังเอง
ท่านเป็นผู้จัดคอนเสิร์ต “ทำนองกรองธรรม” ที่หอแสดงดนตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศิลปินแซกโซโฟนผู้ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านทุกท่วงทำนอง ผู้บุกเบิกการแสดงเดี่ยวแซกโซโฟนและไวโอลินบนเวทีการแสดงของไทยมากว่า ๕๐ ปี และนำเครื่องดนตรีไทยไปเรียบเรียงแสดงในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
จากบทเพลง สู่ธรรมะ
บทเพลง
“กลิ่น” เป็นเพียงสิ่งที่มากระทบจมูก เกิดการรับรู้ผ่านวิญญาณ แล้ววิวัฒนาการเป็นเวทนา สัญญา สังขาร ประกอบกันเป็นรูปนามและขันธ์ ๕ ปรุงแต่งเป็นความทรงจำ ความรัก ความคิดถึง และเรื่องราวนับไม่ถ้วน
เมื่อจิตปรุงแต่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องราวจึงก่อเกิดเป็น “พรหมลิขิต” ที่ทำให้ผู้คนได้พบกัน รักกัน พลัดพรากกัน หรือกลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่เมื่อมองด้วยปัญญาจะเห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นกระแสแห่งเหตุปัจจัย มิใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้
บทเพลง
เมื่อรู้ว่าโลกเป็นละคร เราจะเล่นบทของตนอย่างมีสติ แต่ไม่หลงยึดติดกับตัวละครนั้น
ทุกบทบาท ทุกความสุข ทุกความทุกข์ ทุกคำชม ทุกคำตำหนิ ล้วนเป็นเพียงมายาซ้อนมายา เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีสติเห็นการเกิด–ดับของรูปนามและขันธ์ ๕ เราจะเล่นบทบาทของชีวิตได้อย่างงดงาม โดยไม่หลงยึดว่า “ฉัน” หรือ “ของฉัน”
บทเพลง
เสียงเพลงชวนให้ซาบซึ้ง เสียงปรบมือชวนให้ตื่นรู้
เพียงเห็นมือกำลังปรบ ก็เห็นการเคลื่อนไหวของกายเกิด-ดับ
เพียงได้ยินเสียงปรบ ก็เห็นเสียงเกิด-ดับ
เพียงรู้สึกยินดี ก็เห็นเวทนาเกิด-ดับ
ทุกจังหวะของการปรบมือ คือธรรมะที่กำลังแสดงไตรลักษณ์
บทเพลง
ความจำเกิดจากอายตนะกระทบกัน เกิดการรับรู้ สัญญาจดจำ แล้วสังขารปรุงแต่ง จนเผลอหลงยึดติด บทเพลงที่ยังตราตรึงอยู่ในใจ ก็เพราะทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป
บทเพลง
ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง เมื่อเข้าใจความเกิดดับตามเหตุปัจจัย ใจย่อมวางได้ และพบความสงบในทุกการหมุนเวียนของชีวิต
ธรรมะ
ลาภ–เสื่อมลาภ ยศ–เสื่อมยศ สรรเสริญ–นินทา สุข–ทุกข์ คือสิ่งที่ทุกคนต้องพบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งสำคัญไม่ใช่การหนีโลกธรรม แต่คือการฝึกใจให้รู้ทัน เห็นตามความเป็นจริง และไม่หวั่นไหว เพราะเมื่อใจไม่ไหลไปตามคำสรรเสริญ และไม่จมไปกับคำนินทา เมื่อนั้นเสียงเพลงทุกบทจะกลายเป็นบทเรียนแห่งธรรมะ